การร้อยไหมยกกระชับเป็นหนึ่งในหัตถการที่เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย แก้มตก หรือกรอบหน้าไม่ชัด โดยสามารถออกแบบการดูแลให้เหมาะกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคนได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
เมื่อเริ่มหาข้อมูล หลายคนอาจสงสัยว่า “ใบหน้าแบบเราควรเลือกไหมชนิดไหน?” ความจริงแล้ว ไหมแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและจุดเด่นแตกต่างกัน ขณะที่ปัญหาใบหน้าของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ทั้งระดับความหย่อนคล้อย ปริมาณเนื้อเยื่อ และคุณภาพผิว
บางคนอาจต้องการแรงยกเล็กน้อยเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ ขณะที่บางคนต้องการแรงพยุงมากขึ้น หรือเน้นการฟื้นฟูผิวและกระตุ้นคอลลาเจน ดังนั้นก่อนเลือกไหม ควรประเมินก่อนว่า ปัญหาหลักของใบหน้าอยู่ตรงไหน แล้วจึงเลือกชนิดไหม จำนวนเส้น และทิศทางการวางให้เหมาะสม
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักไหมแต่ละชนิด พร้อมแนวทางเลือกให้เหมาะกับปัญหาใบหน้าของคุณ
สารบัญ
- ก่อนเลือกไหม ต้องรู้ก่อนว่าใบหน้ามีปัญหาจากอะไร
- การร้อยไหมยกกระชับทำงานอย่างไร?
- ก่อนเลือกไหมยกกระชับ แพทย์พิจารณาอะไรบ้าง?
- อายุเป็นตัวกำหนดชนิดไหมหรือไม่?
- ไหม Lift ตัวเริ่มต้น ยกกระชับแบบธรรมชาติ
- ไหม Tornado ยกแน่นรอบทิศ 360°
- ไหม Vector ตัวเลือกสำหรับผิวหย่อนคล้อย
- ไหม Delta ยกกระชับ ฟื้นฟูผิวพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน
- ไหมคอลลาเจน ฟื้นฟูผิว กระตุ้นคอลลาเจน เน้นงานผิว
- ไหมจมูก Power ปรับทรงโดยไม่ต้องผ่าตัด
- แล้วปัญหาใบหน้าแบบไหนควรเลือกไหมกลุ่มใด?
- ร้อยไหมใช้กี่เส้น ?
- V-Design การออกแบบการร้อยไหมเฉพาะบุคคลที่ MD MD Clinic
- ร้อยไหมกี่วันเห็นผล และเข้าที่เต็มที่เมื่อไหร่ ?
- ร้อยไหมอยู่ได้นานแค่ไหน?
- สรุป
คำว่า “หน้าหย่อน” เป็นคำกว้าง ๆ ที่สามารถเกิดจากการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างบนใบหน้า ไม่ได้หมายถึงเพียงผิวด้านนอกที่หย่อนลงเท่านั้น
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น เนื้อเยื่อ ไขมัน และคุณภาพผิวสามารถเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้เกิดลักษณะต่าง ๆ เช่น แก้มเคลื่อนตัวลง กระเปาะแก้มเริ่มชัด กรอบหน้าไม่คมเหมือนเดิม หรือบริเวณใต้คางเริ่มดูไม่กระชับ บางคนอาจมีปัญหาหลายอย่างพร้อมกัน เช่น แก้มตกควบคู่กับกรอบหน้าไม่ชัด ในขณะที่บางคนมีปริมาตรบริเวณกลางหน้าลดลงร่วมด้วย ทำให้ใบหน้าดูโทรมและร่องต่าง ๆ ชัดมากขึ้น ดังนั้นก่อนร้อยไหม แพทย์จึงต้องวิเคราะห์ก่อนว่า สิ่งที่มองเห็นเกิดจากความหย่อนคล้อยของเนื้อเยื่อ ปริมาณไขมัน การสูญเสียปริมาตร คุณภาพผิว หรือมีหลายปัจจัยร่วมกัน
หากทราบต้นเหตุของปัญหาแล้ว การเลือกไหมและออกแบบการรักษาก็จะทำได้ตรงจุดมากขึ้น
หลักการของการร้อยไหมคือการใช้เส้นไหมที่ได้รับการออกแบบสำหรับการพยุงเนื้อเยื่อวางเข้าไปในชั้นที่เหมาะสมใต้ผิว โดยไหมสำหรับยกกระชับจะมีโครงสร้างหรือเงี่ยงที่ช่วยยึดเกาะกับเนื้อเยื่อ เมื่อแพทย์ออกแบบตำแหน่งและทิศทางอย่างเหมาะสม จึงช่วยพยุงบริเวณที่มีความหย่อนคล้อยได้ ซึ่งเกี่ยวกับ วัสดุ เทคนิค และหลักกายวิภาคในการร้อยไหมยกกระชับ ที่อธิบายทั้งชนิดของไหม เทคนิคการวางไหม และบทบาทของโครงสร้างใบหน้าในการวางแผนรักษา
อย่างไรก็ตาม การร้อยไหมไม่ได้หมายถึงการดึงผิวขึ้นในทิศทางเดียวทั้งหมด แพทย์ต้องพิจารณาว่าเนื้อเยื่อบริเวณใดเคลื่อนตัวลง ต้องการสร้างแรงพยุงจากตำแหน่งใด และควรยกไปในทิศทางใดจึงจะสัมพันธ์กับโครงสร้างใบหน้าเดิม
นอกจากไหมที่ออกแบบมาเพื่อเน้นแรงยกแล้ว ยังมีไหมบางกลุ่มที่เน้นการกระตุ้นคอลลาเจนและฟื้นฟูคุณภาพผิว รวมถึงไหมที่ออกแบบมาสำหรับการปรับเฉพาะตำแหน่ง เช่น บริเวณจมูก
เพราะฉะนั้นคำว่า “ร้อยไหม” จึงครอบคลุมการใช้งานหลายวัตถุประสงค์ และไม่ใช่ไหมทุกชนิดที่จะเหมาะกับทุกปัญหา
1. ระดับความหย่อนคล้อยของใบหน้า
สิ่งแรกที่ต้องประเมินคือ ระดับความหย่อนคล้อยอยู่ในช่วงใด เพราะมีผลโดยตรงต่อแรงพยุงที่ต้องการ หากเพิ่งเริ่มมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย เช่น กรอบหน้าเริ่มไม่ชัดหรือแก้มเริ่มเคลื่อนตัวลงเพียงเล็กน้อย อาจไม่จำเป็นต้องใช้ไหมที่ให้แรงยกสูงมาก แต่ถ้ามีแก้มตก กระเปาะแก้มชัด หรือมีเนื้อเยื่อช่วงล่างของใบหน้าค่อนข้างมาก อาจจำเป็นต้องพิจารณาไหมที่มีความแข็งแรงและสามารถรองรับแรงพยุงได้มากขึ้น ส่วนผู้ที่มีความหย่อนคล้อยค่อนข้างมาก ต้องประเมินเป็นรายบุคคลว่าการร้อยไหมเพียงอย่างเดียวเหมาะกับปัญหาหรือไม่ จึงไม่ควรเลือกไหมโดยดูเพียงอายุ หรือคิดว่าใช้ไหมแรงที่สุดแล้วจะดีที่สุดเสมอไป
2. ปริมาณเนื้อแก้มและไขมันบนใบหน้า
คนสองคนอาจมีปัญหา “แก้มตก” เหมือนกัน แต่ถ้าคนหนึ่งมีใบหน้าเล็กและเนื้อแก้มน้อย ขณะที่อีกคนมีใบหน้าค่อนข้างเต็มและมีเนื้อเยื่อบริเวณแก้มมาก แรงที่ต้องใช้ในการพยุงย่อมแตกต่างกัน ผู้ที่มีปริมาณเนื้อค่อนข้างมากอาจต้องพิจารณาเรื่องความแข็งแรงของไหมและตำแหน่งการวางให้สามารถรองรับน้ำหนักของเนื้อเยื่อได้
ขณะที่ผู้ที่มีใบหน้าบาง เนื้อแก้มน้อย หรือผิวค่อนข้างบาง ต้องให้ความสำคัญกับระดับความลึกและตำแหน่งการวางไหม เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเหมาะสมกับโครงหน้า ปริมาณเนื้อเยื่อจึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้จำนวนไหมของผู้รับบริการแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเท่ากัน
3. ตำแหน่งที่ต้องการแก้ไข
ปัญหาความหย่อนคล้อยไม่ได้เกิดในตำแหน่งเดียวกันทุกคน ผู้รับบริการบางคนมีปัญหาหลักบริเวณแก้ม บางคนเริ่มเห็นกระเปาะแก้มบริเวณข้างมุมปาก บางคนรู้สึกว่ากรอบหน้าหาย หรือบางคนมีปัญหาบริเวณใต้คางและเหนียงเป็นหลัก แพทย์จึงต้องดูว่าบริเวณใดเป็นต้นเหตุของปัญหา และเนื้อเยื่อกำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางใด
ตัวอย่างเช่น หากปัญหาหลักคือแก้มตก การออกแบบอาจเน้นการพยุงบริเวณแก้มช่วงกลางและช่วงล่าง แต่หากปัญหาหลักคือกรอบหน้าไม่ชัด แนวการวางไหมอาจต้องเน้นช่วงล่างของใบหน้าและแนวกรามมากขึ้น
ส่วนผู้ที่มีเหนียงหรือใต้คางไม่กระชับ ต้องประเมินก่อนว่าปัญหาเกิดจากไขมัน ความหย่อนคล้อยของผิว หรือโครงสร้างใบหน้า เพราะแต่ละสาเหตุมีแนวทางการดูแลแตกต่างกัน
4. คุณภาพและความยืดหยุ่นของผิว
นอกจากแรงยกแล้ว แพทย์ยังต้องประเมินคุณภาพของผิวร่วมด้วย คนที่มีผิวค่อนข้างแน่นและยังมีความยืดหยุ่น อาจต้องการการพยุงในระดับหนึ่ง ขณะที่คนที่ผิวบาง สูญเสียความยืดหยุ่น หรือเริ่มมีริ้วรอยจำนวนมาก อาจต้องวางแผนเรื่องการฟื้นฟูคุณภาพผิวควบคู่กัน
นี่เป็นเหตุผลที่ไหมบางประเภทไม่ได้ถูกพัฒนามาเพื่อ “ยกแรง” เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นคอลลาเจนและช่วยให้ผิวดูแน่นขึ้นด้วย การเลือกไหมจึงควรดูว่าเป้าหมายหลักคือการพยุงเนื้อเยื่อ การฟื้นฟูผิว หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน
5. โครงหน้าเดิมของแต่ละคน
ใบหน้าของแต่ละคนมีสัดส่วนไม่เหมือนกัน ทั้งความกว้างของโหนกแก้ม รูปทรงกราม ความยาวของใบหน้า ปริมาณเนื้อบริเวณกลางหน้า และลักษณะของคาง การออกแบบการร้อยไหมจึงไม่ควรใช้ Pattern เดียวกันกับทุกคน
ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีใบหน้าค่อนข้างยาวอาจไม่ต้องการทิศทางการยกที่ทำให้ใบหน้ายิ่งดูยาว ขณะที่คนที่มีช่วงล่างของใบหน้ากว้างอาจต้องออกแบบอีกลักษณะหนึ่ง เป้าหมายที่เหมาะสมจึงควรเป็นการปรับจากโครงหน้าเดิม ไม่ใช่ทำให้ผู้รับบริการทุกคนมีใบหน้าแบบเดียวกัน
6. ความสมมาตรของใบหน้า
ใบหน้าของคนส่วนใหญ่ไม่ได้สมมาตรกัน 100% บางคนมีแก้มข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง บางคนมีกรามหรือกล้ามเนื้อสองข้างไม่เท่ากัน หรืออาจมีเนื้อเยื่อข้างหนึ่งหย่อนมากกว่า
ดังนั้นจำนวนไหมและทิศทางการวางในใบหน้าซ้ายและขวาจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด แพทย์ต้องประเมินแต่ละด้านและออกแบบแรงพยุงให้ภาพรวมของใบหน้าดูสมดุลมากที่สุด
อายุเป็นตัวกำหนดชนิดไหมหรือไม่?
อายุเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ใช้ประกอบการประเมิน แต่ไม่ควรใช้เป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียวว่าเหมาะกับไหมชนิดไหน คนอายุ 30 ปีบางคนอาจมีความหย่อนคล้อยค่อนข้างชัดหลังน้ำหนักลดลงมาก ขณะที่คนอายุ 40 หรือ 50 ปีบางคนอาจยังมีปริมาณเนื้อและคุณภาพผิวที่แตกต่างออกไป
ผู้ที่มีอายุเท่ากันยังสามารถมีโครงสร้างใบหน้า ปริมาณไขมัน พฤติกรรมการใช้ชีวิต และระดับความหย่อนคล้อยไม่เหมือนกัน
ดังนั้นแทนที่จะเลือกไหมจากอายุอย่างเดียว ควรพิจารณาจากสภาพใบหน้าจริงในวันที่เข้ารับการประเมิน
หลังประเมินปัญหาแล้ว ค่อยเลือกไหมให้เหมาะกับใบหน้า
เมื่อวิเคราะห์ระดับความหย่อนคล้อย ปริมาณเนื้อเยื่อ ตำแหน่งปัญหา และเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการเลือกชนิดไหม ที่ MD MD Clinic มีไหมหลายประเภทที่สามารถนำมาออกแบบตามปัญหาแตกต่างกัน ได้แก่ Lift, Tornado, Vector, Delta, ไหมคอลลาเจน และไหมจมูก Power แต่ละประเภทมีลักษณะและจุดเด่นต่างกัน ดังนี้
ไหม Lift — ตัวเริ่มต้น ยกกระชับแบบธรรมชาติ
ไหม Lift เป็นไหมยกกระชับที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ให้แรงยกแบบพอดี ไม่ตึงแข็ง เน้นผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ด้วยเงี่ยงไหมขนาดกำลังดี ช่วยพยุงผิวและปรับรูปหน้าเล็กน้อยโดยไม่เปลี่ยนโครงหน้าเดิมมาก
จุดเด่น
- ยกกระชับแบบนุ่มนวล ดูเป็นธรรมชาติ
- เงี่ยงไหมขนาดพอดี เกาะผิวได้ดี
- ลดความหย่อนคล้อยเล็กน้อย–ปานกลาง
- แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว
- เหมาะสำหรับเริ่มต้นร้อยไหม
เหมาะกับ
- คนที่เริ่มมีผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย
- ผู้ที่อยากลองร้อยไหมครั้งแรก
- คนที่ต้องการลุคธรรมชาติ ไม่อยากเปลี่ยนรูปหน้าชัด
- อายุประมาณ 25–35 ปี หรือผิวเริ่มไม่เฟิร์ม
ข้อควรรู้
- แรงยกไม่สูงเท่าไหมกลุ่มแรง เช่น Vector หรือ Tornado
- ผลลัพธ์เน้น “ดูดีขึ้นแบบไม่โป๊ะ” มากกว่ายกชัด
- อยู่ได้ประมาณ 6–10 เดือน (ขึ้นกับแต่ละบุคคล)
- อาจมีบวม ช้ำ หรือตึงเล็กน้อยในช่วงแรก
- สามารถทำซ้ำหรือใช้ร่วมกับไหมชนิดอื่นเพื่อเพิ่มผลลัพธ์ได้
- ควรทำโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์เพื่อความปลอดภัย
ไหม Tornado — ยกแน่นรอบทิศ 360°
ไหม Tornado เป็นไหมยกกระชับที่มีเอกลักษณ์ตรง “เงี่ยงรอบเส้นไหมแบบ 360°” ทำให้สามารถดึงและล็อกผิวได้หลายทิศทางพร้อมกัน ช่วยยกหน้าได้แน่นและสม่ำเสมอ เหมาะกับการแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยที่ต้องการแรงพยุงรอบด้าน
จุดเด่น
- เงี่ยงไหมรอบทิศ 360° ยกได้หลายมิติ
- ล็อกผิวได้แน่นและสม่ำเสมอ
- ช่วยยกแก้ม เก็บเหนียง และปรับกรอบหน้าให้ชัด
- ให้แรงยกต่อเนื่อง ดูเต็มและกระชับขึ้น
- ผลลัพธ์ดูแน่นขึ้นโดยยังคงความเป็นธรรมชาติ
เหมาะกับ
- คนที่มีแก้มตก เหนียง หรือผิวเริ่มหย่อนคล้อย
- ผู้ที่ต้องการยกหน้าหลายจุดในครั้งเดียว
- คนที่อยากได้ความ “แน่น ฟู กระชับ” มากขึ้น
- เคสที่ต้องการแรงยกระดับกลาง–ค่อนข้างสูง
ข้อควรรู้
- อาจมีอาการตึง บวม หรือช้ำเล็กน้อยในช่วงแรก
- แรงยกมากกว่าไหมเบา แต่ไม่เท่าไหมกลุ่มแรงสุดบางประเภท
- ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 8–12 เดือน (ขึ้นกับแต่ละบุคคล)
- ควรหลีกเลี่ยงการกด นวด หรืออ้าปากกว้างในช่วงแรก
- ควรทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์เพื่อให้ได้ทิศทางการยกที่เหมาะสม
- สามารถทำร่วมกับไหมชนิดอื่นเพื่อเพิ่มทั้ง “แรงยก + งานผิว” ได้
ไหม Vector — ตัวแรงสำหรับผิวหย่อนคล้อย
จุดเด่น
- แรงยกสูง เห็นผลชัดเจน
- เงี่ยงไหมใหญ่ เกาะเนื้อเยื่อได้ดี
- ยกผิวตามทิศทาง (Vector) ทำให้ผลลัพธ์ดูเข้ารูป
- เหมาะกับการยกกรอบหน้า แก้ม และเหนียง
- ช่วยปรับรูปหน้าให้คมชัดขึ้น
เหมาะกับ
- คนที่มีผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลาง–มาก
- ผู้ที่มีปัญหาแก้มตก เหนียง หรือกรอบหน้าไม่ชัด
- อายุประมาณ 30–50+ ปี
- คนที่ต้องการผลลัพธ์ “ยกจริง เห็นผลชัด”
- เคสที่ไหมเบาเอาไม่อยู่
ข้อควรรู้
- อาจรู้สึกตึงผิวมากกว่าไหมชนิดเบาในช่วงแรก
- มีโอกาสบวม ช้ำ หรือเจ็บเล็กน้อยหลังทำ
- ต้องทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง เพราะเป็นไหมแรง
- ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน (ขึ้นกับแต่ละบุคคล)
- ควรหลีกเลี่ยงการกด นวดหน้าแรง ๆ ในช่วงแรก
- มักใช้ร่วมกับไหมชนิดอื่น (เช่น ไหมงานผิว) เพื่อให้ผลลัพธ์ดูละมุนขึ้น
ไหม Delta — ฟื้นฟูผิว + ยกกระชับ พร้อมกระตุ้นคอลลาเจน
จุดเด่น
- ยกกระชับผิวได้แบบนุ่มนวล ไม่ตึงแข็ง
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
- ช่วยให้ผิวฟู อิ่ม แน่นขึ้น
- เพิ่มความยืดหยุ่นและความเรียบเนียนของผิว
- ให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ เหมาะกับสายงานผิว
เหมาะกับ
- คนที่เริ่มมีผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย–ปานกลาง
- ผู้ที่ต้องการ “ยก + ฟื้นฟูผิว” ไปพร้อมกัน
- คนที่ผิวเริ่มไม่เฟิร์ม แต่ยังไม่ต้องการไหมแรง
- ผู้ที่อยากให้ผิวดูเด็กลงแบบไม่เปลี่ยนรูปหน้าชัดเจน
ข้อควรรู้
- แรงยกไม่เท่าไหมกลุ่มยกหนัก เช่น Vector หรือ Tornado
- ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดขึ้นตามการสร้างคอลลาเจน
- อยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน (ขึ้นกับแต่ละบุคคล)
- อาจมีบวม ช้ำ หรือตึงเล็กน้อยในช่วงแรกหลังทำ
- สามารถทำร่วมกับไหมยกชนิดอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้
- ควรทำโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี
ไหมคอลลาเจน — ฟื้นฟูผิว กระตุ้นคอลลาเจน เน้นงานผิว
จุดเด่น
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว
- ผิวดูฟู อิ่มน้ำ และเรียบเนียนขึ้น
- ช่วยลดริ้วรอยเล็ก ๆ และรูขุมขนดูละเอียดขึ้น
- เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว
- ให้ลุคผิวใส สุขภาพดีแบบธรรมชาติ
เหมาะกับ
- คนที่ผิวโทรม ผิวไม่สดใส ขาดความชุ่มชื้น
- ผู้ที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ หรือผิวเริ่มหย่อนเล็กน้อย
- คนที่ต้องการ “ฟื้นฟูผิว” มากกว่ายกกระชับ
- ผู้ที่อยากได้งานผิวฉ่ำ ฟู แบบไม่เปลี่ยนรูปหน้า
- สามารถทำร่วมกับไหมยกหรือหัตถการอื่นเพื่อเสริมผลลัพธ์
ข้อควรรู้
- ไม่ได้เน้นยกกระชับชัดเจน ผลลัพธ์จะเน้นคุณภาพผิว
- ผลลัพธ์ค่อย ๆ ดีขึ้นตามการสร้างคอลลาเจน (ไม่ใช่เห็นผลทันทีแบบไหมยก)
- อยู่ได้ประมาณ 4–8 เดือน ขึ้นกับสภาพผิวและการดูแล
- อาจมีรอยเข็ม บวมเล็กน้อย หรือช้ำได้ในช่วงแรก
- ควรทำต่อเนื่องเพื่อคงผลลัพธ์ผิวที่ดี
- ควรเลือกคลินิกและแพทย์ที่มีประสบการณ์เพื่อความปลอดภัย
ไหมจมูก Power — ปรับทรงจมูกโดยไม่ต้องผ่าตัด
จุดเด่น
- เสริมสันจมูกให้ดูโด่งขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ
- ปรับรูปทรงให้เรียว คมขึ้นเล็กน้อย
- ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผลใหญ่
- ใช้เวลาทำไม่นาน และพักฟื้นสั้น
- แผลเล็ก เจ็บน้อยกว่าการศัลยกรรม
เหมาะกับ
- คนที่ต้องการ “ลองปรับทรงจมูก” ก่อนตัดสินใจผ่าตัด
- ผู้ที่อยากเพิ่มความโด่งเล็กน้อย ไม่เปลี่ยนโครงสร้างมาก
- คนที่ไม่สะดวกพักฟื้นนาน
- ผู้ที่กลัวการผ่าตัด หรือยังไม่พร้อมศัลยกรรม
ข้อควรรู้
- ผลลัพธ์เป็นแบบ “ชั่วคราว” อยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน (ขึ้นกับแต่ละบุคคล)
- ไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างใหญ่ เช่น จมูกเบี้ยวมาก หรือฐานจมูกกว้างมาก
- อาจมีอาการบวม ตึง หรือช้ำเล็กน้อยในช่วงแรก
- ควรทำโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อหรือไหมเคลื่อน
- ควรหลีกเลี่ยงการกด นวด หรือกระแทกบริเวณจมูกในช่วงแรกหลังทำ
แล้วปัญหาใบหน้าแบบไหนควรเลือกไหมกลุ่มใด?
หากมองจาก “ปัญหาใบหน้า” แทนการมองจากชื่อไหมเพียงอย่างเดียว จะช่วยให้เข้าใจการเลือกได้ง่ายขึ้น
| ปัญหาหลัก | แนวทางที่แพทย์อาจนำมาพิจารณา |
|---|---|
| เริ่มมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย ต้องการลุคธรรมชาติ | ไหม Lift |
| แก้มตก มีกระเปาะแก้ม ต้องการแรงพยุงเพิ่มขึ้น | ไหม Tornado |
| ความหย่อนคล้อยปานกลาง–มาก เนื้อแก้มค่อนข้างเยอะ | ไหม Vector |
| ต้องการทั้งความกระชับและดูแลคุณภาพผิว | ไหม Delta |
| ต้องการเน้นฟื้นฟูผิวและกระตุ้นคอลลาเจน | ไหมคอลลาเจน |
| ต้องการปรับรายละเอียดบริเวณจมูก | ไหมจมูก Power |
จำนวนเส้นของไหม ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับปัญหาผิว โครงหน้า และชนิดของไหมที่เลือกใช้ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินให้เหมาะกับแต่ละเคส
จำนวนเส้นโดยประมาณ (ต่อครั้ง)
-
ยกเล็กน้อย / เริ่มต้น (ไหม Lift, Line)
ประมาณ 4–8 เส้น
-
ยกระดับกลาง (ไหม Tornado, Delta)
ประมาณ 6–12 เส้น
-
ยกหนัก / ผิวหย่อนคล้อยมาก (ไหม Vector)
ประมาณ 8–16 เส้น หรือมากกว่านั้นในบางเคส
-
งานผิว (ไหมคอลลาเจน / ไหมเส้นเล็ก)
อาจใช้ 20–50 เส้นขึ้นไป (เน้นกระจายทั่วผิว ไม่ใช่แรงยก)
-
ไหมจมูก (Power)
ประมาณ 1–3 เส้น
ปัจจัยที่มีผลต่อจำนวนเส้น
- ระดับความหย่อนคล้อยของผิว
- พื้นที่ที่ต้องการยก (แก้ม เหนียง กรอบหน้า ฯลฯ)
- ชนิดและขนาดของไหม
- เทคนิคและการออกแบบทิศทาง (Vector) ของแพทย์
- ผลลัพธ์ที่ต้องการ (ยกเบา vs ยกชัด)
ที่ MD MD Clinic ให้ความสำคัญกับการประเมินโครงสร้างใบหน้าก่อนเลือกไหม ผ่านแนวคิดการออกแบบ V-Design
ก่อนทำ แพทย์จะวิเคราะห์ทั้งสัดส่วนใบหน้า ตำแหน่งที่มีความหย่อนคล้อย การเคลื่อนตัวของเนื้อเยื่อ ปริมาณเนื้อแก้ม แนวกรอบหน้า และความแตกต่างระหว่างใบหน้าทั้งสองด้าน จากนั้นจึงออกแบบตำแหน่งและทิศทางการวางไหมให้สัมพันธ์กับปัญหา บางเคสอาจต้องการเน้นแรงพยุงบริเวณแก้ม บางเคสต้องเน้นกรอบหน้า ขณะที่บางคนอาจต้องดูทั้งช่วงกลางและช่วงล่างของใบหน้าร่วมกัน การออกแบบจึงไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “วันนี้จะใช้ไหมกี่เส้น” แต่เริ่มจากการดูว่า ใบหน้ามีปัญหาที่ไหน และควรสร้างแรงพยุงอย่างไร
เป้าหมายคือการวางแผนให้เข้ากับโครงหน้าเดิมของแต่ละคน ไม่ได้มุ่งทำให้ผู้รับบริการทุกคนได้รูปหน้าเหมือนกัน
ร้อยไหมกี่วันเห็นผล? และเข้าที่เต็มที่เมื่อไหร่
หลายคนที่สนใจร้อยไหมมักสงสัยว่า “ทำแล้วเห็นผลทันทีไหม?” คำตอบคือ เห็นการยกได้ตั้งแต่หลังทำทันทีบางส่วน แต่ผลลัพธ์จะยังไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย เพราะผิวยังมีอาการบวมและกำลังปรับตัว
หลังร้อยไหม “เห็นผลตอนไหน?”
-
ทันทีหลังทำ (Day 0)
เห็นการยกกระชับขึ้นทันทีประมาณ 20–30% จากแรงดึงของไหม แต่ยังมีอาการบวมเล็กน้อย ทำให้รูปหน้ายังไม่เข้าที่
-
ช่วง 2–3 วันแรก
อาจมีอาการบวม ตึง หรือช้ำเล็กน้อย เป็นเรื่องปกติ บางคนอาจรู้สึกหน้าแข็งเล็กน้อยเวลายิ้ม
-
ประมาณ 7–14 วัน
อาการบวมเริ่มยุบ หน้าเริ่มเข้าที่ เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดขึ้น ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
-
ประมาณ 1 เดือน
ผิวเริ่มกระชับขึ้นจากการสร้างคอลลาเจน รูปหน้าเริ่มเข้าที่ชัดเจน
-
ประมาณ 1–3 เดือน (ผลลัพธ์เต็มที่)
ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด ทั้งการยกและคุณภาพผิว หน้าเรียว กระชับ และดูละมุนขึ้น
ข้อควรรู้
- ไหมยิ่ง “แรง” เช่น Vector หรือ Tornado อาจใช้เวลาปรับตัวนานกว่าไหมเบา
- ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลหลังทำ
-
การปฏิบัติตัวหลังร้อยไหมมีผลมากต่อความสวยและความคงทนของผลลัพธ์
ร้อยไหมอยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปการร้อยไหมให้ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6–18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของไหม สภาพผิว และการดูแลหลังทำของแต่ละคน หลังจากไหมสลายไปแล้ว คอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นยังช่วยให้ผิวดูแน่นและกระชับต่อได้อีกระยะหนึ่ง
ระยะเวลาคร่าว ๆ ของไหมแต่ละประเภท
- ไหมงานผิว (ไหมคอลลาเจน / Line): ประมาณ 4–8 เดือน
- ไหมยกเบา (Lift): ประมาณ 6–10 เดือน
- ไหมระดับกลาง (Tornado / Delta): ประมาณ 8–12 เดือน
- ไหมแรง (Vector): ประมาณ 12–18 เดือน
ระยะเวลาอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
ปัจจัยที่ทำให้ไหมอยู่ได้นานขึ้น
- เลือกชนิดไหมให้เหมาะกับปัญหา
- เทคนิคและประสบการณ์ของแพทย์
- ดูแลหลังทำอย่างถูกวิธี (เลี่ยงนวดหน้าแรง ๆ / ความร้อนช่วงแรก)
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น นอนพอ ไม่สูบบุหรี่ ทากันแดดสม่ำเสมอ
สรุป
ไม่มีไหมชนิดใดที่สามารถเรียกว่า “ดีที่สุดสำหรับทุกคน” เพราะแต่ละชนิดมีโครงสร้าง แรงพยุง และวัตถุประสงค์แตกต่างกัน ขณะที่ปัญหาใบหน้าของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
บางคนเพิ่งเริ่มหย่อนและต้องการผลลัพธ์ธรรมชาติ บางคนมีแก้มตกและต้องการแรงพยุงมากขึ้น บางคนต้องการทั้งความกระชับและการฟื้นฟูคุณภาพผิว ขณะที่บางคนอาจต้องการดูแลเฉพาะตำแหน่ง
ดังนั้นขั้นตอนแรกไม่ควรเริ่มจากการเลือกชื่อไหม แต่ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ว่า ใบหน้าของเรามีปัญหาอะไร
จากนั้นจึงพิจารณาระดับความหย่อนคล้อย ปริมาณเนื้อ ตำแหน่งปัญหา คุณภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และผลลัพธ์ที่ต้องการ เพื่อเลือกไหม จำนวนเส้น และทิศทางการวางให้เหมาะสม
ที่ MD MD Clinic แพทย์ให้ความสำคัญกับการประเมินใบหน้าแบบเฉพาะบุคคลและการออกแบบด้วยเทคนิค V-Design ก่อนวางแผนการรักษา เพื่อให้การเลือกไหมสอดคล้องกับปัญหาและโครงสร้างของแต่ละคน
เพราะการร้อยไหมที่เหมาะสมไม่ได้วัดจากการใช้ไหมที่แรงที่สุดหรือจำนวนเส้นมากที่สุด แต่คือการเลือกให้ ตรงกับปัญหา และวางในตำแหน่งที่เหมาะกับใบหน้าของเรา
หากยังไม่แน่ใจว่าใบหน้าของตัวเองเหมาะกับไหมประเภทใด สามารถเข้ารับการปรึกษาและประเมินปัญหาใบหน้ากับแพทย์ MD MD Clinic เพื่อวางแผนการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคลได้
สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม MD MD Clinic ยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยประเมินปัญหาและแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล
สามารถติดต่อเพื่อปรึกษาผ่านช่องทาง Line นี้ได้เลยครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง

